เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น



ข่าว: SMF - Just Installed!




เชียร์บอล

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

ลิเวอร์พูลเจอข่าวไม่สู้ดีในการวางแผนตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ หลังการเจรจาสัญญาใหม่ของ อิบราฮิมา โกนาเต้ ยังอยู่ในภาวะชะงักงัน ตามรายงานของ GiveMeSport โดย เดวิด ออร์นสตีน เปิดเผยผ่าน NBC Sports ว่าสถานการณ์ตอนนี้ “ไม่ค่อยเป็นบวก” สำหรับการรั้งกองหลังทีมชาติฝรั่งเศสไว้กับทีม

โกนาเต้เหลือสัญญากับลิเวอร์พูลถึงช่วงซัมเมอร์นี้ และตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา “หงส์แดง” พยายามเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อขยายสัญญาใหม่ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าตัว “ไม่เคยใกล้เคียง” กับการเซ็นสัญญาฉบับใหม่มากเท่านี้มาก่อน แต่ล่าสุดทิศทางกลับไม่แน่นอนมากขึ้น ท่ามกลางความสนใจจาก เรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ บาเยิร์น มิวนิค หากเขาย้ายออกจากแอนฟิลด์

ออร์นสตีนกล่าวว่า “ลิเวอร์พูลจะพยายามทำงานมากขึ้นในตลาดซื้อขายนักเตะ แต่หนึ่งในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเกี่ยวข้องกับ อิบราฮิมา โกนาเต้ ซึ่งหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้ เท่าที่ผมเข้าใจ สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะชะงักงัน และดูไม่ค่อยเป็นบวกนัก แม้ตราบใดที่ยังไม่มีฝ่ายใดเดินออกจากการเจรจา ก็ยังมีความหวังแน่นอนว่าสิ่งนี้อาจจบลงในทางบวกและทำให้เขาอยู่กับแอนฟิลด์ต่อไป”

สถานการณ์นี้ถือเป็นประเด็นใหญ่สำหรับลิเวอร์พูล เพราะสโมสรระบุแนวรับตัวกลางเป็นพื้นที่ที่ต้องเสริมแกร่งอยู่แล้วในซัมเมอร์นี้ และเคยขยับล่วงหน้าด้วยการคว้า เจเรมี ฌาเกต์ เข้ามาเมื่อเดือนมกราคม

ขณะเดียวกัน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เตรียมอายุครบ 35 ปีก่อนฤดูกาลใหม่เริ่มต้น ส่วน โจ โกเมซ ก็มีแนวโน้มย้ายออกในซัมเมอร์นี้ ทำให้การเก็บโกนาเต้ไว้กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หากไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งหลักของทีม

ลิเวอร์พูลเพิ่งเสมอเชลซี 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังนำอันดับ 6 อยู่ 4 คะแนน ขณะเหลือเกมพรีเมียร์ลีกอีก 2 นัด ทำให้พวกเขาใกล้คว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังผ่านฤดูกาลที่น่าผิดหวัง โดย FSG แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการเข้าสู่ฤดูกาลใหม่โดยมี อาร์เน่อ สล็อต คุมทีมต่อไป แม้เชลซีจะเดินหน้าเข้าหา ซาบี อลอนโซ่ ก็ตาม

สำหรับโกนาเต้ เขาถูกยกให้เป็นกองหลังระดับ “เวิลด์คลาส” และการเสียผู้เล่นที่อยู่ในช่วงพีคของอาชีพไปแบบไม่มีค่าตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านของทีม อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ลิเวอร์พูลไม่อยากเผชิญ.
2

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเดินหน้าคว้าตัว เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ กองกลางเรอัล มาดริด หลังสถานการณ์ของดาวเตะอุรุกวัยในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบวเริ่มสั่นคลอนจากเหตุปะทะกับ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ ระหว่างการซ้อม

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ บัลเบร์เด้ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจากอาการกระทบกระเทือนทางสมอง และหมดสิทธิ์ลงสนามในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ขณะที่รองกัปตันทีมเรอัล มาดริดรายนี้ถูกบีบให้ต้องออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะ พร้อมกล่าวขอโทษอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจว่าผู้บริหารสโมสรยังคงไม่พอใจกับมิดฟิลด์รายนี้ และเตรียมมองทางปล่อยตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ นอกจากนี้ แข้งซีเนียร์ในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริดยังมีท่าทีหนุนหลัง ชูอาเมนี่ และผลักดันให้ บัลเบร์เด้ ถูกปล่อยตัวก่อนเริ่มฤดูกาลหน้า

แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทีมจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดต้องการเสริมตัวเลือกในแดนกลางช่วงซัมเมอร์นี้ และยังมีความสนใจในตัว ชูอาเมนี่ เช่นกัน แต่กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกมีรายงานว่าไม่ต้องการย้ายออกจากเรอัล มาดริด หลังได้รับการสนับสนุนจากสโมสรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ บัลเบร์เด้

สำหรับ บัลเบร์เด้ ยังมีสัญญากับเรอัล มาดริดถึงปี 2029 และคาดว่าจะมีค่าตัวสูงพอสมควร แต่สถานะทางการเงินของแมนฯ ยูไนเต็ดจะดีขึ้นจากการได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รวมถึงโอกาสขาย มาร์คัส แรชฟอร์ด, ราสมุส ฮอยลุนด์ และ มานูเอล อูการ์เต้

แมนฯ ยูไนเต็ดตั้งเป้าคว้ากองกลางคุณภาพสูง 2 รายเป็นภารกิจสำคัญในตลาดซัมเมอร์ โดย คาเซมิโร่ เตรียมอำลาสโมสรหลังจบฤดูกาล ส่วน อูการ์เต้ ก็ถูกคาดหมายว่าจะถูกขายให้ทีมที่ยื่นข้อเสนอดีที่สุด รายชื่อเป้าหมายแดนกลางของทีมยังมี เอลเลียต แอนเดอร์สัน, คาร์ลอส บาเลบา, อดัม วอร์ตัน, ชูอาเมนี่ และล่าสุดคือ บัลเบร์เด้

ดาวเตะวัย 27 ปีติดทีมชาติอุรุกวัยไปแล้ว 73 นัด และถูกคาดหมายว่าจะมีชื่ออยู่ในทีมชุดลุยฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์นี้ที่อเมริกาเหนือ ท่ามกลางอนาคตระดับสโมสรที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดนักเตะ.
3

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่ตัดสินใจเรื่องความฟิตของ โรดรี้ และ อับดุโคดีร์ คูซานอฟ ก่อนเกมพบ คริสตัล พาเลซ หลังทั้งคู่พลาดเกมที่ทีมเปิดบ้านชนะ เบรนท์ฟอร์ด 3-0 และได้รับโอกาสพิสูจน์ความพร้อมในการซ้อมเมื่อวันอังคาร

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เปิดเผยว่านักเตะทั้งสองคนมีอาการ “ดีขึ้น” จากปัญหาบาดเจ็บของตัวเอง แต่ยังต้องรอการประเมินเพิ่มเติม โดย คูซานอฟ มีอาการเจ็บจากจังหวะปะทะกับ เบโต้ กองหน้าเอฟเวอร์ตัน เมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วน โรดรี้ ยังไม่ได้ลงเล่นเลยนับตั้งแต่เจ็บโคนขาหนีบในช่วงท้ายเกมที่ชนะ อาร์เซนอล 2-1 เมื่อเดือนที่แล้ว

การขาดหายไปของ โรดรี้ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับซิตี้อีกครั้ง โดยนับตั้งแต่เกมกับอาร์เซนอล เป๊ปลองใช้งานทั้ง นิโก้ โอไรลีย์, มาเตโอ โควาซิช, นิโก้ กอนซาเลซ และ ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส ในตำแหน่งดังกล่าว แต่ยังไม่มีใครยึดตัวจริงได้ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการทดแทนเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์

ในเกมกับเบรนท์ฟอร์ด นาธาน อาเก้ ลงมายืนแทน คูซานอฟ เพื่อจับคู่กับ มาร์ก เกฮี ซึ่งกลับมาทำผลงานได้ดีและเก็บคลีนชีตอีกครั้ง หลังเคยมีความผิดพลาดในเกมเสมอ เอฟเวอร์ตัน 3-3 โดย เกฮี เตรียมเจอ คริสตัล พาเลซ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาเอติฮัด สเตเดี้ยม ในตลาดหน้าหนาว

กวาร์ดิโอล่ากล่าวถึงอดีตกัปตันพาเลซว่า “ตั้งแต่เขาย้ายมา เขาเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมมาก ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของเขา ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัวไปจนถึงการเป็นมืออาชีพ เขาเป็นการเซ็นสัญญาที่เหลือเชื่อ เราพอใจมาก วิธีที่เขายอมรับช่วงเวลาที่เลวร้ายและพลิกกลับมาได้ทันที สิ่งนั้นนิยามนักเตะชั้นยอดในสโมสรใหญ่ เราพอใจมากจริงๆ”

นอกจากนี้ ซิตี้ยังได้ รูเบน ดิอาส กลับมามีชื่อในทีมชุดเจอเบรนท์ฟอร์ด หลังพักไป 6 สัปดาห์จากอาการเจ็บข้อเท้า ขณะที่ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล กลับมาซ้อมแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงสนามนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม ทำให้แนวรับและแดนกลางของทีมยังต้องลุ้นความพร้อมกันต่อก่อนเกมสำคัญกับพาเลซ.
4

ศึกหนีตกชั้นพรีเมียร์ลีกเหลือเพียง 2 ทีมสุดท้ายที่ต้องลุ้นกันจนถึงโค้งสุดท้าย ระหว่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หลังจาก เบิร์นลีย์ และ วูล์ฟส์ ตกชั้นไปแล้ว ตามรายงานของ BBC Sport

สถานการณ์ล่าสุด สเปอร์ส รั้งอันดับ 17 มีแต้มเหนือ เวสต์แฮม อันดับ 18 อยู่ 2 คะแนน หลังทีมของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 เมื่อวันจันทร์ ทำให้พลาดโอกาสขยับหนี “ขุนค้อน” เป็น 4 คะแนน ขณะเดียวกัน สเปอร์สยังมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า แต่ยังไม่ชนะเกมเหย้าในลีกสูงสุดเลยนับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม

เด แซร์บี้ ยอมรับหลังเกมว่า “ถ้าเราต้องการชนะ เราต้องลดความผิดพลาดลง”

ฝั่ง เวสต์แฮม ของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต ยังจมอยู่ในสถานการณ์อันตราย หลังแพ้ อาร์เซน่อล จ่าฝูง 0-1 เมื่อวันอาทิตย์ โดยมีประเด็นสำคัญคือประตูตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ คัลลัม วิลสัน ถูก VAR ริบคืน

นูโน่ กล่าวถึงโอกาสอยู่รอดว่า “มันจะยากแน่นอน เรารู้ว่ามันไม่ได้อยู่ในมือเรา เราจะสู้เพื่อมัน และเราจะสู้ต่อไป”

โปรแกรมที่เหลือมีความหมายอย่างยิ่ง โดย เวสต์แฮม จะบุกเยือน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค ในวันเสาร์นี้ ก่อนที่ สเปอร์ส จะลงเล่นอีก 2 วันถัดมา ด้วยการไปเยือน เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หาก เวสต์แฮม ชนะ นิวคาสเซิล ได้ พวกเขาจะแซงขึ้นอันดับ 17 และส่ง สเปอร์ส ลงไปอยู่โซนตกชั้นด้วยคะแนนนำ 1 แต้ม แต่หาก เวสต์แฮม ได้ผลการแข่งขันอื่นที่ไม่ใช่ชัยชนะ ความได้เปรียบจะกลับไปอยู่กับ สเปอร์ส ซึ่งอาจการันตีความอยู่รอดได้ด้วยการชนะ เชลซี

อย่างไรก็ตาม สถิติการไปเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ได้เป็นใจให้ สเปอร์ส มากนัก เพราะพวกเขาชนะที่นั่นได้เพียงครั้งเดียวตั้งแต่ปี 1990 โดยเป็นชัยชนะ 3-1 เมื่อเดือนเมษายน 2018

ตามการคำนวณของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Opta โอกาสตกชั้นของ สเปอร์ส อยู่ที่ 19.54% ขณะที่ เวสต์แฮม สูงถึง 80.46% หากต้องไปตัดสินกันในนัดสุดท้ายวันที่ 24 พฤษภาคม ทั้งสองทีมจะเล่นในบ้าน โดย สเปอร์ส พบ เอฟเวอร์ตัน ส่วน เวสต์แฮม พบ ลีดส์

คริส คาวลิน แฟนบอลสเปอร์ส มองว่าผลเสมอกับ ลีดส์ คือโอกาสที่หลุดมือ แต่ทีมยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ โดยระบุว่า สเปอร์ส ต้องการอย่างน้อย 4 คะแนนเพื่ออยู่รอด และผลงาน 4 นัดหลังสุดที่เก็บได้ 8 คะแนน ทำให้ยังมีความเชื่อมั่นภายใต้การคุมทีมของ เด แซร์บี้ แม้เกมเยือน เชลซี จะเป็นงานหนักก็ตาม

ด้าน เจมส์ โจนส์ แฟนเวสต์แฮม ยอมรับว่าความพ่ายแพ้ต่อ อาร์เซน่อล แบบมีประเด็นทำให้รู้สึกเหมือนหมดแรง แต่ผลเสมอของ สเปอร์ส ยังทำให้ความหวังการรอดตกชั้นในลอนดอนตะวันออกยังไม่ดับ เขาเชื่อว่าหากสถานการณ์ลากไปถึงวันสุดท้าย เวสต์แฮม มีโอกาสชนะ ลีดส์ ในบ้าน แต่หากช่องว่างยังเป็น 2 คะแนน พวกเขาจะต้องหวังให้ เอฟเวอร์ตัน ของอดีตกุนซือ เดวิด มอยส์ บุกชนะ สเปอร์ส เพราะผลเสมอไม่เพียงพอจากผลต่างประตูได้เสียที่เป็นรองมาก

ทุกอย่างจึงบีบเข้ามาที่สุดสัปดาห์นี้ เวสต์แฮม อาจตกชั้นภายในคืนวันจันทร์ หรืออาจเหลืออีกเพียง 90 นาทีจากการเอาตัวรอดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้กำลังเดินเข้าสู่บทสรุปที่หัวใจแฟนบอลทั้งสองทีมแทบรับไม่ไหวแล้ว
5

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจมีโอกาสสำคัญในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้ หลังสถานการณ์ภายในเรอัล มาดริดกำลังปั่นป่วน และชื่อของ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ ถูกมองว่าอาจกลายเป็นทางออกหากทีมดังสเปนต้องปรับสมดุลในห้องแต่งตัว ตามรายงานของ Manchester Evening News

บรรยากาศฝั่งยูไนเต็ดเวลานี้ถือว่านิ่งขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้ ไมเคิล คาร์ริค หลังช่วงต้นฤดูกาลเต็มไปด้วยประเด็นจากยุคของ รูเบน อโมริม โดยคาร์ริคเพิ่งตัดสินใจส่ง ค็อบบี้ ไมนู กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง ขณะที่ดาวรุ่งรายนี้แสดงความชัดเจนกับสโมสรด้วยการตกลงสัญญาใหม่แล้ว

แม้อนาคตของคาร์ริคเองยังไม่แน่นอน แต่เจ้าตัวยืนยันว่าเขายังใจเย็นกับสถานการณ์ โดยกล่าวว่า “มันจะถูกจัดการ เมื่อถึงเวลาที่มันจะถูกจัดการ”

ในจังหวะที่ยูไนเต็ดเริ่มนิ่ง เรอัล มาดริดกลับเผชิญความวุ่นวายทั้งในและนอกสนาม มีรายงานว่ามีคำร้องให้ขาย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ได้รับลายเซ็นหลายล้านชื่อ ขณะที่ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ เพิ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมทีมอย่าง ชูอาเมนี่

กองกลางของเรอัล มาดริดต้องพักราวสองสัปดาห์จากอาการ “บาดเจ็บทางศีรษะและสมอง” โดยบัลเบร์เด้ปฏิเสธว่าไม่ได้มีการทะเลาะวิวาทกับชูอาเมนี่ แต่ยอมรับว่าเกิด “ความเห็นไม่ตรงกัน” ก่อนอธิบายว่าเขา “เผลอไปกระแทกโต๊ะ ทำให้มีแผลเล็ก ๆ ที่หน้าผาก และต้องไปโรงพยาบาลตามขั้นตอนปกติ”

จากสถานการณ์ดังกล่าว เรอัล มาดริดอาจต้องรีเซ็ตทีม หากจำเป็นต้องขายกองกลางสักรายเพื่อรักษาความสงบ บัลเบร์เด้ถูกมองว่าแทบไม่มีทางย้ายออก เพราะเป็นผู้เล่นคนสำคัญและสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นส่วนใหญ่ในฤดูกาลนี้ นั่นทำให้ชูอาเมนี่อาจเป็นคนที่ต้องเผชิญอนาคตไม่แน่นอน

ชูอาเมนี่อยู่ในเรดาร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสำหรับซัมเมอร์นี้ เขามีประสบการณ์ในระดับสูง และในวัย 26 ปี ถูกมองว่ามีส่วนผสมที่เหมาะระหว่างความสดกับความเก๋า ขณะที่ฤดูกาลนี้เขายกระดับการจ่ายบอลสำคัญ และยังเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของโลกในเรื่องการชนะดวล

อีกปัจจัยที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจคือสัญญาของดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสเหลืออีกเพียงสองปี หากเรอัล มาดริดต้องการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ ยูไนเต็ดอาจมีโอกาสคว้ากองกลางระดับโลกในราคาที่ต่ำกว่าปกติ

เมื่อ คาเซมิโร่ จะอำลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลังจบฤดูกาล การมองหาโอกาสที่คุ้มค่าจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสถานการณ์ของชูอาเมนี่อาจกลายเป็นช่องทางที่ยูไนเต็ดไม่ควรมองข้าม.
6

อลัน เชียเรอร์ มองว่า อาร์เซน่อล มีโอกาสผ่านสองเกมสุดท้ายในพรีเมียร์ลีกได้แบบมั่นใจ โดยเฉพาะเกมบุกเยือน คริสตัล พาเลซ ในนัดปิดฤดูกาล ซึ่งเจ้าบ้านมีโปรแกรมชิงชนะเลิศ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก กับ ราโย บาเยกาโน่ รออยู่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ตามรายงานจาก Manchester Evening News

สถานการณ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกยังมีแนวโน้มต้องตัดสินกันถึงวันสุดท้าย หลัง อาร์เซน่อล เปิดบ้านชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-0 แม้มีประเด็น VAR ช่วงท้ายเกม ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพิ่งถล่ม เบรนท์ฟอร์ด 3-0 ทำให้ช่องว่างถูกลดเหลือสองแต้มชั่วคราว ก่อนที่ชัยชนะของทีมปืนใหญ่จะขยับหนีเป็นห้าแต้มอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ซิตี้ ยังมีเกมในมือกับ พาเลซ ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม และหากชนะจะไล่กลับมาเหลือสองแต้ม

โปรแกรมบนกระดาษของ อาร์เซน่อล ดูเบากว่า โดยจะเจอ เบิร์นลี่ย์ ในบ้าน ก่อนบุกเยือน พาเลซ ในนัดสุดท้าย ส่วน แมนฯ ซิตี้ ต้องออกไปเยือน บอร์นมัธ และปิดฤดูกาลด้วยการเปิดบ้านพบ แอสตัน วิลล่า

เชียเรอร์กล่าวในพอดแคสต์ The Rest is Football ว่า อาร์เซน่อลควรมั่นใจอย่างยิ่งกับสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะเมื่อ พาเลซ มีนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรรออยู่ในวันที่ 27 พฤษภาคม

“พวกเขาต้องมั่นใจอยู่แล้ว ผมหมายถึง เบิร์นลี่ย์ในบ้าน และพาเลซนอกบ้าน พาเลซจะส่งทีมสำรองลงเล่น และนั่นก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขา เพราะพวกเขาสมควรมีสิทธิ์ทำแบบนั้น”

“มันคือสโมสรของพวกเขา และพวกเขามีเป้าหมายที่ต้องปกป้องตัวเองในแง่ของการคว้าแชมป์ของพวกเขา ดังนั้นพวกเขามีสิทธิ์ส่งทีมแบบไหนลงก็ได้ เพราะฉะนั้นใช่ พวกเขาต้องมั่นใจสุด ๆ ไม่ใช่หรือ”

ด้าน ไมกาห์ ริชาร์ดส์ ซึ่งยังเชียร์ แมนฯ ซิตี้ ให้คว้าแชมป์ แย้งว่าเกมแบบนี้ไม่ได้ง่ายเสมอไป พร้อมยกตัวอย่างเกมกับ คิวพีอาร์ ที่ ซิตี้ เคยเจองานหนัก

“แต่มันไม่ใช่แบบนั้น บนกระดาษใช่ แต่ดูเกมคิวพีอาร์กับแมนฯ ซิตี้สิ คุณคิดว่ามันจะเป็นเกมง่าย แต่มันไม่ใช่”

“ผมแค่รู้สึกว่า ใช่ พวกเขาน่าจะทำได้ตอนนี้ และพวกเขาต้องมั่นใจมาก ผมเห็นด้วยเต็มที่ แต่พาเลซ เขาจะส่งชุดสองลงก็จริง แต่เป็นนักเตะที่มีอะไรให้พิสูจน์ด้วย และบางครั้งเกมแบบนั้นอาจเป็นเกมที่ยากที่สุด”

อาร์เซน่อลยังมีลุ้นสองแชมป์ใหญ่ในฤดูกาลนี้ โดยนอกจากพรีเมียร์ลีกแล้ว พวกเขายังมีคิวเล่นรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับแชมป์เก่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันที่ 30 พฤษภาคม

หลังเกมชนะ เวสต์แฮม มิเกล อาร์เตต้า กล่าวถึงลูกทีมว่า “พวกเขายอดเยี่ยมมาก ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และคุณภาพที่พวกเขาแสดงออกมาตลอดทั้งสัปดาห์ มีเดิมพันมากมายกับทุกสิ่งที่เราทำมาตลอด 10 เดือน และตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญ”

“ความสวยงามของมันคือเราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพียงลำพัง เราทำร่วมกับแฟนบอลของเรา และพวกเขายอดเยี่ยม เหลือเชื่อมาก คุณเห็นได้เลยว่าพวกเขาทำอะไรในสนามแห่งนี้อีกครั้ง ดังนั้นขอบคุณมากจริง ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นช่วงเวลาสำคัญ”
7

บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาแสดงความยินดีกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลังแนวรุกที่ถูกปล่อยยืมไปบาร์เซโลนา คว้าแชมป์ลาลีกาได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามรายงานของ Manchester Evening News

แรชฟอร์ดเป็นคนยิงประตูขึ้นนำจากฟรีคิกสุดสวยในเกมที่บาร์เซโลนาเอาชนะเรอัล มาดริด คู่ปรับสำคัญ 2-0 พร้อมช่วยให้ทีมคาตาลันป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดสเปนได้สำเร็จ ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมรับหลังเกมว่าอยากย้ายไปอยู่กับบาร์ซ่าแบบถาวร

ในสัญญายืมตัวของแรชฟอร์ดมีเงื่อนไขซื้อขาดจากแมนฯ ยูไนเต็ดมูลค่า 26 ล้านปอนด์ โดยบาร์เซโลนามีเวลาถึงวันที่ 15 มิถุนายนในการใช้ออปชั่นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณจากสเปนว่าบาร์ซ่าอาจไม่ต้องการจ่ายค่าตัวตามที่ตกลงไว้ และอาจพยายามเจรจาใหม่ ขณะที่ยูไนเต็ดไม่มีแผนดึงเด็กปั้นของสโมสรกลับเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ ทำให้อนาคตของเขายังไม่แน่นอน

ถึงอย่างนั้น แรชฟอร์ดยังมีคนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดให้กำลังใจอยู่ไม่น้อย โดยบรูโน่โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ว่า “ยินดีด้วยนะพี่น้อง นายสมควรได้รับมัน”

ด้าน ฮันซี่ ฟลิค กุนซือบาร์เซโลนา กล่าวถึงแรชฟอร์ดว่า “ผมมีความสุขมากกับมาร์คัส เขาแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของตัวเอง และเขายิงประตูสำคัญได้ ผมพูดอะไรเกี่ยวกับอนาคตของเขาไม่ได้ เราต้องโฟกัสกับการแข่งขันจนจบฤดูกาล”

ฤดูกาลนี้ แรชฟอร์ดยิงไปแล้ว 14 ประตู และทำอีก 14 แอสซิสต์ในทุกรายการให้บาร์เซโลนา พร้อมมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ลาลีกาและสแปนิช ซูเปอร์โกปา

หลังจบเกม แรชฟอร์ดกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “มันดีมาก ผมมาที่นี่เพื่อคว้าแชมป์ ดังนั้นนี่คืออีกหนึ่งแชมป์ที่เพิ่มเข้ามา ผมอยากคว้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

เขาทิ้งท้ายถึงโอกาสอยู่กับบาร์เซโลนาต่อว่า “ทีมนี้เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม พวกเขาจะคว้าแชมป์ได้อีกมากในอนาคต การได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้นคงพิเศษมาก ดังนั้นเราต้องรอดูกัน”
8

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เปิดบ้านเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในเกมพรีเมียร์ลีกที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการหนีตกชั้นของเจ้าถิ่น โดยรายงานจาก The Guardian Sport ระบุว่า ครึ่งแรกสเปอร์สครองบอลมากกว่า 61.7% และมีโอกาสยิง 10 จากทั้งหมด 13 ครั้งของเกม แต่ยังเปลี่ยนความเหนือกว่าเป็นประตูไม่ได้

สถานการณ์ก่อนเกมกดดันสเปอร์สอย่างหนัก หลังอาร์เซนอลชนะเวสต์แฮม ทำให้ลีดส์การันตีอยู่รอดในลีกสูงสุดแล้ว ขณะที่สเปอร์สยังต้องลุ้นหนีตกชั้น โดยก่อนลงสนามพวกเขามีแต้มมากกว่าเวสต์แฮม 1 คะแนน และมีผลต่างประตูได้เสียดีกว่า รวมถึงแข่งน้อยกว่า 1 นัด

โรแบร์โต เด แซร์บี ส่ง 11 ตัวจริงนำโดย อันโตนิน คินสกี้, เปโดร ปอร์โร, เควิน ดานโซ, มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน, เดสตินี อูโดกี, ชูเอา ปาลินญา, โรดริโก เบนตานกูร์, ร็องดาล โคโล มูอานี, คอเนอร์ กัลลาเกอร์, มาธีส เทล และริชาร์ลิซอน ส่วนลีดส์ของดาเนียล ฟาร์เค่ ใช้ คาร์ล ดาร์โลว์, เจมส์ จัสติน, โจ โรดอน, ยาก้า บิโยล, ปาสกาล สเตราจ์ค, อีธาน อัมปาดู, อาโอะ ทานากะ, แดเนียล เจมส์, โดมินิก คัลเวิร์ต-ลูวิน และเบรนเดน อารอนสัน

เด แซร์บี กล่าวก่อนเกมว่า “เราเล่นได้ดีมากที่เบอร์มิงแฮม และผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดคือการใช้ 11 ตัวจริงชุดเดิม แต่ผมก็โชคดีที่บนม้านั่งสำรองมีนักเตะที่ดีเช่นกัน เราต้องลืมชัยชนะ 2 นัดที่ผ่านมา เราต้องเก็บไว้แค่สปิริตเดิมและสไตล์การเล่นเดิม เพราะเราต้องเล่นฟุตบอลหากต้องการชนะอีกครั้งคืนนี้”

กุนซือสเปอร์สยังย้ำว่า แม้ลีดส์จะรอดตกชั้นแล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้งานง่ายขึ้น “ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก คุณเห็นเบิร์นลีย์เจอกับวิลล่าเมื่อวาน ทุกเกมยากมาก หากต้องการชนะ เราต้องเล่นให้ดีที่สุด ต้องสู้ ต้องวิ่ง ต้องทำงาน และเล่นตามคุณภาพของเรา”

ด้านเควิน ดานโซ ระบุว่า “การชนะย่อมดีต่อทีมเสมอ วันนี้เราต้องการสิ่งเดียวกับที่เราแสดงให้เห็นใน 2 เกมที่ผ่านมา และถ้าเราทำต่อไปได้ เราก็สามารถเก็บ 3 คะแนนได้”

ครึ่งแรกสเปอร์สเริ่มต้นด้วยการครองบอลต่อเนื่อง แต่ยังขาดความเฉียบคม จังหวะสำคัญที่สุดมาจากชูเอา ปาลินญา ที่ได้โอกาสในเขตโทษหลังบอลเปิดของมาธีส เทล แต่ยิงข้ามคานจากระยะประมาณ 8 หลา ขณะที่ริชาร์ลิซอนก็มีจังหวะยิงใกล้กรอบแต่เบาเกินไปและตรงตัวดาร์โลว์

ลีดส์เองมีโอกาสให้สเปอร์สต้องหวาดเสียวเช่นกัน โดยโจ โรดอนได้โหม่งจากลูกเตะมุม บอลกำลังจะมุดเข้าเสาแรก แต่อันโตนิน คินสกี้ยังปัดออกมาได้สำเร็จ นับเป็นอีกจังหวะสำคัญของผู้รักษาประตูชาวเช็ก ซึ่งกำลังเรียกความมั่นใจกลับมาหลังผ่านช่วงเวลายากลำบากจากเกมกับแอตเลติโก มาดริด ในแชมเปียนส์ลีก

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก ลีดส์เกือบได้จุดโทษเมื่อคัลเวิร์ต-ลูวินหลุดเข้าไปและดูเหมือนถูกอูโดกีดึงล้ม แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า ก่อนที่ VAR จะยืนยันคำตัดสินเดิมแบบเฉียดฉิว ทำให้จบครึ่งแรกสเปอร์สยังต้องหาคุณภาพในจังหวะสุดท้ายต่อไป หากต้องการชัยชนะที่อาจมีความหมายอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก.
9

ประเด็นเดือดในคอลัมน์ Mailbox ของ Football365 เมื่อแฟนบอลรายหนึ่งออกมาวิจารณ์ มิเกล อาร์เตต้า อย่างหนัก โดยมองว่า บูกาโย่ ซาก้า ปีกตัวเก่งของอาร์เซน่อล อาจก้าวไปถึงระดับคว้าบัลลงดอร์แล้ว หากได้อยู่ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เอ็นริเก้ แทนที่จะเป็นกุนซือชาวสเปนคนปัจจุบันของ “ปืนใหญ่”

ความเห็นดังกล่าวโจมตีสไตล์การเล่นของอาร์เซน่อลว่า “สุดโต่ง” และเต็มไปด้วยฟุตบอลที่น่าเบื่อ พร้อมระบุว่า ผู้จัดการทีมระดับท็อปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, หลุยส์ เอ็นริเก้ และ คาร์โล อันเชล็อตติ ต่างขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลเกมรุกที่กล้าเสี่ยงและเดินหน้าเล่นอย่างก้าวหน้า รวมถึงยก เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นอีกตัวอย่างของกุนซือที่ประสบความสำเร็จด้วยแนวทางบุกสนุก

แฟนบอลรายนี้เขียนอย่างเผ็ดร้อนว่า “ถ้าซาก้าอยู่กับหลุยส์ เอ็นริเก้ เขาคงได้บัลลงดอร์ไปแล้ว เพราะเอ็นริเก้เปลี่ยนเดมเบเล่ ซึ่งเคยเป็นส่วนเกินของบาร์เซโลน่า ให้กลายเป็นผู้เล่นทรงพลัง และซาก้ามีพรสวรรค์ไม่แพ้เดมเบเล่ หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ”

เขายังกล่าวต่อว่า อาร์เตต้า “ไม่สามารถพัฒนาผู้เล่นเกมรุกคนไหนได้” และตำหนิแฟนอาร์เซน่อลบางส่วนที่พยายามอธิบายว่าฟุตบอลที่เน้นความรัดกุมและแข็งแกร่งคือ “ทางเดียวที่จะชนะ” ทั้งที่ในมุมของเขา กุนซือระดับแชมป์หลายคนพิสูจน์แล้วว่าสามารถประสบความสำเร็จด้วยฟุตบอลเกมรุกได้

อย่างไรก็ตาม ในคอลัมน์เดียวกันก็มีเสียงจากแฟนอาร์เซน่อลอีกฝั่งที่มองว่าแฟนทีมอื่นและกูรูจำนวนมาก “หมกมุ่น” กับอาร์เซน่อลมากเกินไป โดยระบุว่าแฟนปืนใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่ได้มั่นใจเกินเหตุ แต่กลับเต็มไปด้วยความกังวลจากบาดแผลในอดีต พร้อมชี้ว่าการคอยจับผิดการฉลองของอาร์เซน่อลกำลังกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญเสียเอง

อีกหนึ่งความเห็นยังสะท้อนประเด็นใหญ่ของฟุตบอลยุคนี้ว่า แฟนบอลแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน ระหว่างคนที่เชื่อว่า “ผลการแข่งขันสำคัญที่สุด” กับคนที่ตั้งคำถามว่า “ใครอยากชนะด้วยวิธีแบบนั้น” โดยย้ำว่าสำหรับบางคน ความพ่ายแพ้ที่งดงามยังดีกว่าความสำเร็จที่น่าเกลียด ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องอาร์เซน่อลของอาร์เตต้ายังคงเป็นบทถกเถียงที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่าย ๆ.
10

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้ หลังเปิดบ้านชนะ เบรนท์ฟอร์ด 3-0 จากประตูของ เฌเรมี โดกู, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ โอมาร์ มาร์มูช ทำให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไล่จี้ อาร์เซนอล เหลือ 2 คะแนน ก่อนที่ “ปืนใหญ่” จะลงเล่นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

แม้ซิตี้จะเก็บชัยชนะสำคัญได้ แต่เส้นทางที่เหลือยังไม่ง่าย เพราะพวกเขายังมีอีก 9 คะแนนให้ลุ้นในลีก โดยคิวต่อไปคือการเปิดเอติฮัด สเตเดียม พบ คริสตัล พาเลซ ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม จากนั้นต้องเล่นเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ เชลซี ที่เวมบลีย์ วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม ก่อนบุกเยือน บอร์นมัธ วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม และปิดฤดูกาลกับ แอสตัน วิลลา วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม

ฝั่งอาร์เซนอลยังถือไพ่เหนือกว่าในเส้นทางลุ้นแชมป์ โดยมีโปรแกรมเยือน เวสต์แฮม วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม ต่อด้วยเปิดบ้านพบ เบิร์นลีย์ วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม และปิดฤดูกาลด้วยการไปเยือน คริสตัล พาเลซ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ก่อนมีคิวชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ปุสกัส อารีนา วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เกมสุดท้ายของอาร์เซนอลกับพาเลซ เพราะทีมของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ มีคิวชิงยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก กับ ราโย บาเยกาโน เพียง 3 วันหลังจากนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเขาอาจพักผู้เล่นตัวหลักหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ระหว่างอาร์เซนอลกับซิตี้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องดังกล่าวก่อนเกมกับ เอฟเวอร์ตัน กลาสเนอร์ ตอบชัดเจนว่า “พูดตามตรง ถ้ามีใครวิจารณ์ผม ขอโทษนะ ถ้าผมพูดแบบนี้ได้ มันเป็นเรื่องไร้สาระ”

เขากล่าวต่อว่า “มันเป็นแค่เกมสุดท้าย แต่ก่อนหน้านั้นมีการแข่งขันมาแล้ว 37 นัด นั่นหมายความว่าถ้าทีมอื่นในนัดที่ 25 หมุนเวียนผู้เล่นตอนเจอซิตี้หรืออาร์เซนอล พวกเขาก็ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์เหมือนกัน”

“ผมไม่ได้รับผิดชอบต่ออาร์เซนอล ผมไม่ได้รับผิดชอบต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมรับผิดชอบต่อคริสตัล พาเลซ และผมได้รับค่าจ้างเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คริสตัล พาเลซ ไม่ใช่เพื่อซิตี้ และไม่ใช่เพื่ออาร์เซนอล”

กลาสเนอร์ยังย้ำว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องทีมชุดที่จะใช้ในเกมดังกล่าว โดยระบุว่า “อีกครั้งนะ ผมยังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร บางทีเราอาจใช้ไลน์อัพเดียวกับที่จะเล่นกับบาเยกาโนก็ได้ แต่ถึงแม้มันอาจรู้สึกเหมือนแชมป์ลีกถูกตัดสินในวันสุดท้าย ท้ายที่สุดแล้วมันคือผลลัพธ์ของการแข่งขัน 38 นัด และทุกทีมก็ได้ในสิ่งที่สมควรได้รับ”

สถานการณ์จึงยังเปิดกว้างสำหรับทั้งซิตี้และอาร์เซนอล แต่ข้อความจากกลาสเนอร์ชัดเจนว่า พาเลซจะตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อกำหนดชะตาแชมป์ให้ใคร.
หน้า: [1] 2 3 ... 10