เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น



ข่าว: SMF - Just Installed!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.





เชียร์บอล

Messages - BigBoss555

หน้า: [1] 2 3 ... 830
1

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ยอมรับว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องโชว์ฟอร์มที่พิเศษมาก หากหวังจะรักษาความหวังในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ลิเวอร์พูลจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของแชมป์เก่าในเลกสอง คืนวันอังคารนี้ โดยตามหลังอยู่ 0-2 จากเกมแรกที่ฝรั่งเศส ซึ่งพวกเขาเป็นรองอย่างชัดเจน

ฟาน ไดจ์ค ในฐานะกัปตันทีมย้ำว่าทีมต้องยกระดับฟอร์มอย่างมาก และเรียกร้องให้แฟนบอลช่วยเป็นพลังสำคัญในการคัมแบ็ก

“เราต้องมีบางอย่างที่พิเศษจริงๆ เกิดขึ้น ไม่งั้นเราจะไม่มีโอกาสเลย ถ้าเราเล่นเหมือนเกมที่ปารีส ผมคิดว่าเราก็ไม่มีทางชนะอยู่ดี" ฟาน ไดจ์ค กล่าว

"แฟนบอลน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ร่วมกับฟอร์มการเล่นของเรา"

"ผมโชคดีมากที่เคยได้สัมผัสค่ำคืนแบบนั้น ที่ความเชื่อมโยงระหว่างแฟนบอลกับผลงานในสนามมันยอดเยี่ยมมาก"

"นี่คือโอกาส ที่เราจะวางแผนให้ดี และสู้เต็มที่ตลอด 90 นาทีขึ้นไป"

"ผมตั้งตารอ มันเป็นเกียรติที่ได้มาถึงรอบก่อนรองฯ เราไม่ควรมองข้ามสิ่งนี้"

"เราต้องจำไว้ว่าเราคือลิเวอร์พูล และเราต้องทำให้มันเป็นค่ำคืนที่น่าจดจำ”

2

เวดัต มูริกี้ หอกเชิงสูง ขึ้นแท่นเป็นนักเตะ มาญอร์ก้า ที่ยิงประตูใน ลาลีก้า มากสุดตลอดกาล หลังเกมล่าสุดทำคนเดียงสองสกอร์เปิดบ้านถล่ม ราโย่ บาเญกาโน่ 3-0

ชัยชนะเกมวันอาทิตย์ที่ผ่านมาช่วยให้ มาญอร์ก้า ภายใต้กุนซือ มาร์ติน เดมิเคลิส ขยับขึ้นอันดับ 15 ห่างโซนแดง 3 คะแนน

แม้ทีมยังต้องลุ้นหนีตกชั้น แต่ฟอร์มส่วนตัวซีซั่นนี้ มูริกี้ รั้งอันดับสองดาวซัลโว ลาลีก้า ด้วยจำนวน 21 ประตูจาก 30 นัด เป็นรอง คีเลียน เอ็มบัปเป้ 2 ตุง

นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาจาก ลาซิโอ เมื่อปี 2022 ด้วยค่าตัว 8 ล้านยูโร แข้งโคโซโววัย 31 ปี ลงเล่นให้ มาญอร์ก้า ในลีกสูงสุดไปแล้ว 139 นัดยิง 55 ประตู

จำนวนดังกล่าวแซงหน้าสถิติสูงสุดของ ซามูเอล เอโต้ ตำนานแคเมอรูน ผู้ลงให้ มาญอร์ก้า 133 นัดยิง 54 ประตู ช่วงปี 2000-2004

ดาวซัลโวตลอดกาล มาญอร์ก้า ลำดับถัดลงมาได้แก่ ฮวน อารันโก้ (45 ประตู), บิคตอร์ คาซาเดซุส (37 ประตู) และ ดาเนียล กีซ่า (28 ประตู)

3

บรูโน่ แฟร์นานเดส ยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานโดยเฉพาะในครึ่งแรก สุดท้ายแพ้คาบ้านให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-1 เมื่อคืนที่ผ่านมา

"ปีศาจแดง" พลาดโอกาสทำแต้มหนี แอสตัน วิลล่า อันดับ 4 หลังโดน โนอาห์ โอคาฟอร์ด เหมาสองประตูตั้งแต่ครึ่งแรก แม้ว่า คาเซมิโร่ โหม่งตีไข่แตกในครึ่งแรก แต่ก็ไม่ทันการ

"เราปล่อยเกมนี้หลุดไปตั้งแต่ครึ่งแรกเลย เราไม่ได้เริ่มเกมด้วยความเข้มข้นที่ควรจะเป็น" คาเซมิโร่ กล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์

"เรารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะเพรสแบบตัวต่อตัว เราต้องทำให้ดีกว่านี้กับจังหวะแรก และต้องดีกว่านี้อีกกับจังหวะสอง"

"เราทำได้ไม่ดีเลย ปล่อยพื้นที่ให้คู่แข่งเยอะเกินไป สุดท้ายก็โดนนำ 2-0 ทั้งที่ครึ่งหลังเรายังมีเวลาจะกลับมา แต่ก็ทำไม่สำเร็จ"

บรูโน่ พูดถึงสิ่งที่คุยกันในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งว่า "เราต้องยกระดับความเข้มข้นของเกม ต้องเล่นให้ดุดันกว่านี้ แค่นั้นเลย"

แมนฯ ยูไนเต็ด ได้พักนานถึง 24 วัน แต่มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีสบอกว่า "มันก็เป็นแบบนั้นแหละ เราตกรอบเอฟเอ คัพ เอง ก็ต้องโทษตัวเองที่ไม่ได้ลงเล่นมานานแบบนี้ เราพยายามเตรียมตัวให้ดีที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายมันยังไม่พอที่จะชนะเกมนี้"

ส่วนจังหวะใบแดงของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ จากจังหวะดึงผม โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน เจ้าตัวเลือกไม่ขอพูดถึงผู้ตัดสิน

"ผมจะไม่พูดถึงกรรมการ ถ้าพูดไปผมมีปัญหาแน่ เพราะกฎมันถูกใช้ไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน คุณก็เห็นจากใบเหลืองเหมือนกัน มันดีกว่าที่ผมจะไม่พูดอะไร" แข้งวัย 31 ปีกล่าวเสริม

และเมื่อถูกถามว่าผลการแข่งขันนี้จะกระทบเป้าหมายของทีมไหม บรูโน่ ตอบว่า "มันไม่เปลี่ยนเป้าหมายของเราเลย เรารู้ว่าเราต้องการจบท็อปโฟร์"

"ทุกอย่างยังอยู่ในมือเราเอง เราต้องชนะเกมของเราให้ได้ ถ้าทำได้ เราก็จะไปอยู่ในจุดที่เราต้องการตอนจบฤดูกาล"

4

ดาเนียล ฟาร์เก้ กุนซือลีดส์ ยูไนเต็ด ยอมรับว่าภูมิใจกับผลงานของลูกทีม หลังบุกเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1

"ยูงทอง" คว้า 3 คะแนนสำคัญ ทำให้ห่างจากโซนตกชั้นเป็น 6 แต้มแล้ว ก่อนจะเปิดบ้านรับมือ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในเกมหน้า

หลังเกม ฟาร์เก้ ให้สัมภาษณ์กับ สกาย สปอร์ตส์ ว่า "เหนื่อย โล่งใจ แล้วก็ภูมิใจกับลูกทีมมาก ฟอร์มวันนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ตอนนี้มันเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลแล้ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องคุมสติให้ได้ และยึดมั่นกับแผนที่วางไว้"

"ครึ่งแรกเรายอดเยี่ยมมาก จริง ๆ ควรจะนำมากกว่า 2-0 ด้วยซ้ำ เพราะเราพลาดโอกาสไปเยอะมาก ครึ่งหลังเริ่มต้นได้ดีเหมือนกัน เรื่องใบแดงบางทีมันเปลี่ยนเกมได้ แต่ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยนะ"

"เราพลาดนิดหน่อยในจังหวะลูกตั้งเตะครั้งหนึ่ง แล้วก็ต้องยอมรับว่านี่คือสไตล์ของแมนฯ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะปิดเกม โดยเฉพาะกับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา"

"ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่เรามาชนะที่นี่ได้ หลังจากรอมา 40 ปี มันยอดเยี่ยมมาก และถือเป็นก้าวสำคัญของพวกเรา"

"ดีใจแทนนักเตะมาก ประตูมันสำคัญต่อโมเมนตัมของเกมเสมอ มันแสดงให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วฟอร์มการเล่นของเราควรจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้าเราเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้คมกว่านี้"

"อีกฝั่งคือทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับท็อป และยังมีตัวสำรองที่ลงมาเปลี่ยนเกมได้ ถ้าคุณปิดเกมไม่ได้ มันก็ยังมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะทีมเจ้าบ้าน เราต้องถ่อมตัวเอาไว้"

"เรายังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ ยังไม่ใช่เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง แต่เรากำลังเดินมาถูกทาง และกำลังมุ่งไปสู่สิ่งดี ๆ ในฤดูกาลนี้"

ฟาร์เก้ ยังพูดถึงใบแดงของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ด้วยว่า "ผมยังไม่ได้ย้อนดูนะ แต่ถ้ามันเป็นการดึงผม แล้ว VAR เช็คแล้วโอเค และกรรมการไปดูจอเอง สุดท้ายให้ใบแดง ก็ต้องยอมรับตามนั้น ผมยังไม่ได้เห็นชัด ๆ"

"ผมแอบกังวลเหมือนกัน เพราะตอนนั้นเรากำลังมีโมเมนตัมที่ดี และบางทีสถานการณ์แบบนี้มันเปลี่ยนเกมได้ ผมจริง ๆ อยากให้เล่น 11 ต่อ 11 มากกว่า แต่ก็อย่างที่เห็น สุดท้ายเราชนะ ผมก็ไม่มีอะไรจะบ่น"

5

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เชื่อว่าประสบการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลที่แทบจะไม่พลาดเลย อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทีมได้เปรียบ อาร์เซน่อล ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้

หลังจากที่ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า พลาดโอกาสทิ้งห่าง 12 แต้ม เพราะดันแพ้ บอร์นมัธ 1-2 คาบ้าน ทำให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์กลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง

กวาร์ดิโอล่า มองว่า แมนฯ ซิตี้ จำเป็นต้องชนะทุกนัดใน 8 เกมที่เหลือ ถ้าหวังจะแซง อาร์เซน่อล ให้ได้ โดยจะเริ่มจากเกมบุกไปเยือน เชลซี วันอาทิตย์นี้ ซึ่งย้อนกลับไปฤดูกาล 2023-24 พวกเขาเคยชนะรวด 9 นัดท้าย แซงคว้าแชมป์ตัดหน้าอาร์เซน่อลมาแล้ว

และเจ้าตัวเชื่อว่า ประสบการณ์แบบนั้นแหละ อาจเป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะเกมชี้ชะตาที่ทั้งสองทีมจะเจอกันเองที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม วันที่ 19 เมษายนนี้

เป๊ป กล่าวว่า "คุณต้องชนะทุกเกมจริง ๆ และเราก็เคยทำมาแล้ว เพราะงั้นเรารู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะคว้าแชมป์ได้ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่อันดับ 7 หรือ 8 เหมือนปีก่อนนะ เราอยู่อันดับ 2 และกำลังลุ้นแชมป์อยู่"

ขณะที่ฝั่ง อาร์เซน่อล ฟอร์มเริ่มแผ่วลง แต่ซิตี้กลับดูเหมือนกำลังเข้าฟอร์มพอดี โดยทีมของอาร์เตต้าแพ้ 3 จาก 4 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ ส่วน แมนฯ ซิตี้ โชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง ทั้งในเกมชนะ "ปืนใหญ่" นัดชิงคาราบาว คัพ และชนะ ลิเวอร์พูล ในเอฟเอ คัพ

เป๊ป พูดถึงจังหวะเข้าที่เข้าทางของทีมว่า "จริง ๆ มันควรจะเข้าที่เร็วกว่านี้นะ จะได้มีโอกาสมากกว่านี้ แต่มันก็เป็นแบบนี้แหละ ยิ่งเราทำได้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำได้ต่อไป"

"แต่ถ้าจะเป็นแชมป์ คุณต้องทำแบบนี้ได้ทุก ๆ สามวัน ซึ่งฤดูกาลนี้เรายังทำไม่ได้ตลอด แต่เราก็ยังอยู่ตรงนี้ เรายังมีเอฟเอคัพรอบรองฯ ให้ลุ้นเข้าชิง และพรีเมียร์ลีกก็ยังไม่จบ ทุกอย่างยังไม่จบ"

6

โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เตรียมตั้งเป้าให้ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ เรียกฟอร์มเก่งแบบสมัยอยู่ เชลซี กลับมาให้ได้ เพื่อช่วยให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ รอดพ้นจากโซนตกชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

ตอนนี้เส้นทางอาชีพของ กัลลาเกอร์ เริ่มสะดุด หลังย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์เมื่อ 2 ปีก่อน และการย้ายมาอยู่กับ สเปอร์ส ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์จาก แอตเลติโก้ มาดริด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ทั้งในมุมของตัวนักเตะและสโมสร

มิดฟิลด์วัย 26 ปี หวังว่าการกลับมาลอนดอนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดทีมชาติอังกฤษลุยฟุตบอลโลก แต่ดันมาเจอสถานการณ์ทีมที่กำลังวิกฤต ฟอร์มช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยมีอิมแพคมากนัก จนถูกกุนซือขัดตาทัพอย่าง อิกอร์ ตูดอร์ ดร็อปออกจากทีม

เกมล่าสุดที่เขาลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษต้องย้อนไปเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นนัดที่ 22 ของเขา และเป็นเกมอุ่นเครื่องที่แพ้ เซเนกัล

เด แซร์บี้ ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม ยอมรับว่าช่วงเวลานี้ไม่ง่ายสำหรับ กัลลาเกอร์ พร้อมย้ำว่าเขาต้องช่วยเรียกความมั่นใจของนักเตะกลับมาให้ได้

"สำหรับกัลลาเกอร์ มันไม่ง่ายเลย เขาอยู่กับเชลซีมานาน จากนั้นย้ายไปแอตเลติโก มาดริด แล้วตอนนี้ก็มาอยู่กับท็อตแน่ม ในช่วงเวลาที่ทีมกำลังเจอสถานการณ์แบบนี้" เด แซร์บี้ กล่าว

"ตอนอยู่เชลซี เขาเป็นผู้นำของทีม แต่ตอนนี้เขาต้องปรับตัวกับสโมสรใหม่ เพื่อนร่วมทีมใหม่ สนามใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด หน้าที่ของผมคือช่วยเขา และตั้งเป้าหมายให้เขากลับไปเป็นกัลลาเกอร์คนเดิมในสมัยเชลซีให้ได้"

ย้อนกลับไปตอนที่ เด แซร์บี้ คุม ไบรท์ตัน เขาเคยพยายามดึงตัว กัลลาเกอร์ ไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2023 แต่ไม่สำเร็จ หลังทีมขายมิดฟิลด์ตัวหลักอย่าง มอยเซส ไคเซโด้ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ออกไป ซึ่งตอนนั้น กัลลาเกอร์ ถูกมองว่าเหมาะกับสไตล์บอลพลังงานสูงของเขา

กุนซือชาวอิตาเลียนวัย 46 ปี ยังเชื่อว่าขุมกำลังในทีมสเปอร์สตอนนี้มีนักเตะที่เข้ากับสไตล์ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กัลลาเกอร์ รวมถึง ชาบี้ ซิมอนส์ อีกหนึ่งดีลใหญ่ 55 ล้านปอนด์ ที่ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก แต่ยังไม่ได้ถูกใช้งานในแบบที่ถนัดมากนักในยุคของ โธมัส แฟร้งค์ หรือ ทูดอร์

เด แซร์บี้ พูดถึงแนวทางการเล่นของทีมก่อนเกมแรกของเขากับสเปอร์สที่จะบุกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ว่า "ดีเอ็นเอของนักเตะชุดนี้ ของสโมสรนี้ คือการครองบอล และพยายามสร้างสรรค์เกมเพื่อทำประตู"

7

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์จอมเทคนิค แสดงความยินดีหายเจ็บลงนัดแรกในรอบ 4 เดือนช่วย โมนาโก แข่งลีกเอิง บุกพ่าย ปารีส เอฟซี 4-1

ป็อกบา เซ็นฟรีเข้าร่วม โมนาโก ซีซั่นแรกได้ลง 3 นัด ก่อนบาดเจ็บน่องไปตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมปีก่อน กระทั่งสัปดาห์ล่าสุด กลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง

แข้งฝรั่งเศสวัย 33 ปี ถูกเปลี่ยนลงนาที 70 ไม่สามารถช่วยทีมของ เซบาสเตียน โปโคโญลี่ พ้นความปราชัยขาดลอย หยุดฟอร์มไร้พ่ายไว้ที่ 10 นัดติด

อย่างไรก็ตาม ป็อกบา ยังพอใจฟอร์มส่วนตัว ให้สัมภาษณ์หลังแข่ง: "เป็นเรื่องดีเสมอที่ได้กลับมาลงสนามและช่วยทีมของผม"

"เสียงเชียร์ของแฟนบอล เป็นเรื่องดีต่อจิตใจผมมาก ตอนนี้ผมรู้สึกเยี่ยม ผมะพยายามเรียกความฟิตให้เต็มที่ และนั่นต้องใช้เวลา"

ระหว่างรักษาอาการเจ็บ ธิอาโก้ สกูโร่ ซีอีโอ โมนาโก สัมภาษณ์สื่ออาจยกเลิกสัญญาที่เหลือถึง 2027 ของ ป็อกบา แต่ตัวนักเตะ ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น

"ผมมองไปที่ซีซั่นหน้าแล้วหรือยัง? แน่นอนผมยังอยู่ที่นี่ และจากสิ่งที่ผมได้ยินมา เราจะอยู่ด้วยกันแบบระยะยาว" กองกลางดีกรีแชมป์โลก กล่าวต่อ

"ส่วนตัวผมโฟกัสที่เกมถัดไป, เรียกความฟิต และช่วยเหลือทีมให้มากที่สุด ผมได้ลงเล่นเยอะกว่าปีก่อน และผมกำลังแข็งแกร่งขึ้น"

8

อันเดอร์ส ลิมพาร์ ตำนานของ อาร์เซน่อล ออกมาเตือน มิเกล อาร์เตต้า ว่าอาจถึงขั้นโดนปลด หากทีมจบฤดูกาลนี้แบบไม่มีถ้วยติดมือเลย

แม้สโมสรจะลงทุนเสริมทีมไปมหาศาล แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญว่า ขุมกำลังชุดนี้มีความแข็งแกร่งทางจิตใจมากพอจะยืนระยะสู้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์หรือไม่ โดยเฉพาะหลังแพ้ บอร์นมัธ คาบ้าน 1-2

ความกดดันตอนนี้ถือว่าพุ่งถึงจุดเดือด เพราะตั้งแต่ อาร์เตต้า คุมทีมมาตั้งแต่ปี 2019 เขาได้แค่เอฟเอ คัพ 1 สมัย กับคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2 สมัยเท่านั้น ซึ่งจากเดิมที่แฟนบอลพอใจกับพัฒนาการของทีม ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นต้องได้แชมป์เท่านั้น

ลิมพาร์ กล่าวว่า "ถ้าอาร์เซน่อลไม่ได้แชมป์อะไรเลยในปีนี้ มันจะเป็นหายนะสำหรับมิเกล อาร์เตต้า เขาซื้อนักเตะเข้ามาเพื่อคว้าแชมป์อย่างน้อย 2 รายการ เรามีทีมที่ดีที่สุดในรอบหลายปี"

"ถ้าจบแบบไม่มีถ้วย มันจะกระทบหนักมาก ไม่ใช่แค่สโมสร แต่หนักกว่านั้นคืออาร์เตต้า ในมุมของแฟนบอล และในมุมของสโมสร ถ้าไม่ได้แชมป์… อาร์เตต้าก็มีโอกาสโดนปลด"

ลิมพาร์ ยังตั้งคำถามถึงความนิ่งของทีมในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากความพ่ายแพ้ต่อบอร์นมัธ ที่เปิดโอกาสให้ แมนฯ ซิตี้ กลับมาลุ้นอีกครั้ง (แม้ตอนนี้ยังตาม 9 แต้ม แต่เล่นน้อยกว่า 2 เกม)

เขาพูดต่อว่า "สิ่งที่ผมกังวลคือ เรื่องสภาพจิตใจของทีมในช่วงเวลาสำคัญ เรื่องฝีเท้า พวกเขาอาจเป็นทีมระดับท็อปของยุโรปและของโลกด้วยซ้ำ แต่พอถึงช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีนักเตะที่ใจแข็งพอไหม"

"สมัยก่อนเรามีทั้ง รอย คีน, ปาทริค วิเอร่า ที่เป็นผู้นำตัวจริง คำถามคือ ตอนนี้ทีมมีนักเตะแบบนั้นไหม ในวันที่มันสำคัญที่สุด?"

นอกจากนี้ ลิมพาร์ ยังวิจารณ์การจัดทีมของ อาร์เตต้า ในเกมบอลถ้วย โดยเฉพาะเกมกับ เซาแธมป์ตัน ที่ทำให้ทีมตกรอบเอฟเอ คัพ

ลิมพาร์ ทิ้งท้ายว่า "อาร์เตต้าต้องโดนวิจารณ์เรื่องการจัดทีมในเกมนั้น… คุณจะมาทิ้งเอฟเอ คัพ แบบนั้นไม่ได้ สำหรับผม นั่นเหมือนเป็นการปล่อยถ้วยทิ้ง และมันไม่ควรเกิดขึ้น"

"ดูเหมือนว่าเขาจัดลำดับความสำคัญให้เอฟเอ คัพ กับลีก คัพ ไว้ล่างสุด ซึ่งมันไม่ควรเป็นแบบนั้นเลย"

9

มาร์โก ซิลวา นายใหญ่ฟูแล่ม มองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับทีมในการโชว์ผลงานเกมพบลิเวอร์พูล ออกมาอีกครั้ง หลังปะทะ อาร์เน่อ สล็อท มาแล้ว 3 หน สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น

"เจ้าสัวน้อย" ชนะ 1 เสมอ 2 จาก 3 เกมหลังตั้งแต่ สล็อท เข้ามารับงานคุมทัพ "หงส์แดง" เมื่อซีซั่นก่อน และตอนนี้ ทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ แพ้รวด 3 นัดหลังใน 3 รายการ

ฟูแล่ม พักยาวมาเต็มๆ ตั้งแต่ก่อนเบรกทีมชาติ ซึ่งพวกเขาเอาชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-1 และยังมีลุ้นพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรปด้วย

ซิลวา กล่าวว่า "มันคือโอกาสที่แท้จริงเสมอ เพราะเหมือนที่คุณพูดไป ผลการแข่งขันช่วงหลังๆ ที่เจอกับพวกเขา ฟอร์มการเล่นครั้งหลังๆ ในเกมหลังๆ พวกเขาทำได้ดีมากๆ มีฟอร์มการเล่นที่เยี่ยม และได้ผลการแข่งขันที่ดีไปจากเรา ที่ก็แข่งขันด้วยได้ดีเสมอไม่ว่าเหย้าหรือเยือน และนี่คือสิ่งที่เราต้องการเป็นกันอีกครั้ง"

"แน่นอนที่สุด ทุกสโมสรนั้นพวกเขามีช่วงขึ้นๆ ลงไป ในสโมสรใหญ่นั้น ไม่ว่าแพ้ครั้งไหนก็อาจเจ็บปวดมากกว่า"

"แพ้มันก็คือการแพ้นั่นแหล่ะ ผมรู้ดี และผมได้คุยเรื่องนี้กับลูกทีมแล้ว ยกตัวอย่าง หลังจากที่เราแพ้มา 2 นัดรวด (กับเวสต์แฮม และเซาธ์แฮมป์ตัน) ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเกมกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์"

"กับสโมสรอื่น นักเตะคนอื่น ผู้จัดการทีมคนอื่น มันก็เป็นแบบเดียวกันมันคือส่วนหนึ่งของฤดูกาล แน่นอนที่สุด มันคือเรื่องการที่คุณตอบสนองออกมาหลังจากช่วงเวลาที่เลวร้าย ซึ่งมันจะเป็นตัวตัดสิน"

"เรามาจากผลการแข่งขันที่ดี (กับเบิร์นลี่ย์) เรามาจากผลการแข่งขันที่เราพ่ายแพ้ แล้วเราก็ชนะเกมแบบสวยๆ ในบ้าน เราไปพักเบรกทีมชาติพร้อมสามคะแนน เป็นสามคะแนนที่สำคัญมากจริงๆ สำหรับเรา ผมมองว่างั้น"

"ก็หวังว่าเราจะเริ่มต้นในแบบเดียวกันนั้นได้ กับทีมที่เก่งมากๆ แต่มีช่วงเวลาที่เลวร้าย มันคือความจริง พวกเขาแพ้ 3 เกมรวดติดต่อกันในต่างรายการ และมันจะส่งผลกระทบต่อเกมการแข่งขันหรือไม่ เราไม่รู้เหมือนกัน"

"เราเตรียมพร้อมได้ดีที่สุดเพื่อเจอกับลิเวอร์พูล เราอยากแข่งขันเหมือนที่เราแสดงออกมาเมื่อซีซั่นก่อน (เสมอ 2-2 ที่แอนฟิลด์ และชนะ 3-2 ที่คราเวน ค็อตเทจ) กับพวกเขาในฤดูกาลนี้ด้วย (เสมอ 2-2 ที่คราเวน ค็อตเทจ) หวังว่าเราจะโชว์ฟอร์มแบบนั้นออกมาซ้ำได้นะ"

10

วิคเตอร์ เยอเคเรส กองหน้า อาร์เซน่อล วิจารณ์ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม พื้นสนามแห้งไม่เป็นประโยชน์ต่อทีมในเกมแพ้ บอร์นมัธ คาบ้าน 2-1

เยอเคเรส กดจุดโทษให้ "ปืนใหญ่" ตีเสมอท้ายครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังนาที 74 เจอ บอร์นมัธ ยิงตัดสิน

ช่วงท้ายเกม ดาวเตะมูลค่า 64 ล้านปอนด์ มีโอกาสหลายครั้งเพื่อตีเสมอ ทั้งยิงระยะ 10 หลาข้ามคาน และโขกในเขตโทษหลุดกรอบ

"ท้ายเกมเรามีโอกาสอยู่บ้าง แต่พูดตามตรง วันนี้พื้นสนามค่อนข้างแห้ง และนั่นไม่ได้ช่วยเหลือเรา" หอกสวีเดนวัย 27 ปี สัมภาษณ์หลังเกม

"แต่อย่างที่ผมบอกไปคือทั้งทีมต้องทำได้ดีกว่านี้ และใช้โอกาสที่เรามีให้เฉียบคมขึ้น บางทีเราไม่ได้สร้างจังหวะมากพอในเกมรุก"

"คู่แข่งไม่ได้สร้างอันตรายอะไรมากเช่นกัน แต่พวกเขาใช้โอกาสที่มีทำประตูได้ นั่นคือสาเหตุของผลสกอร์วันนี้"

เป็นความพ่ายแพ้นัดที่ 3 จาก 4 นัดหลังทุกถ้วยแต่ อาร์เซน่อล ยังนำจ่าฝูง พรีเมียร์ ลีก เหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 9 คะแนนโดยแข่งมากกว่า 2 นัด

"แน่นอนมันน่าเจ็บปวด แต่โชคดีที่วันพุธนี้และสัปดาห์หน้า เรามีโอกาสให้แก้ตัว" เยอเคเรส กล่าวต่อ

"เราไม่ควรยึดติดกับสิ่งที่เกิดวันนี้ เราต้องมองไปข้างหน้าและคิดในแง่ดีเข้าไว้ เราต้องการชนะทุกนัด"

"วันนี้เราเจอคู่แข่งที่ดี และพวกเขาชนะ บอร์นมัธ อันตรายในจังหวะสวนกลับ พวกเขามีผู้เล่นและทีมเวิร์คที่ดี แต่เราเองต้องทำได้ดีกว่านี้"

11

มิเกล อาร์เตต้า ยอมรับว่าความพ่ายแพ้ของ อาร์เซน่อล ที่มีต่อ บอร์นมัธ เป็นเหมือนหมัดตรงเข้าเต็มหน้า หลังเปิดโอกาสให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำแต้มลดช่องว่าง

พวกเขาพบกับความพ่ายแพ้คาบ้านต่อ บอร์นมัธ 2-1 จนกลายเป็นการแพ้ 3 จาก 4 เกมหลังสุดในทุกรายการ

ทีมของ อาร์เตต้า ยังนำฝูงเหนือ แมนฯ ซิตี้ อยู่ 9 แต้มก็จริงแต่ก็แข่งมากกว่า 2 นัดและสัปดาห์หน้าพวกเขาจะต้องไปเยือน เอติฮัด สเตเดี้ยม

"น่าผิดหวังมากนะ เป็นหมัดตรงเข้าเต็มหน้าเลย และตอนนี้เป็นเรื่องของการตอบสนองให้เห็น" อาร์เตต้า ให้สัมภาษณ์กับ ทีเอ็นที สปอร์ตส หลังจบเกม

กุนซือชาวสเปนยังบอกว่าลูกทีมของเขาทำหลายสิ่งแปลกๆในเกมนี้ และเล่นได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

"ต้องให้เครดิตกับ บอร์นมัธ สำหรับสิ่งที่พวกเขาทำนะ เวลาที่เรามีโอกาสหลายหนในครึ่งแรก ตอนที่เราต่อบอลผ่านการเพรสซิ่งไปได้, การแย่งบอลกลับมา, การวิ่งทำทาง, การเปิดพื้นที่ว่าง เราห่างไกลจากคำว่ามีประสิทธิภาพ"

"โอกาสแรกที่พวกเขาต่อบอลเข้าเขตโทษมาได้ก็กลายเป็นจังหวะแฉลบ จังหวะนั้นเกมรับของเราแย่มากและทำให้เราเสียประตู อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากจังหวะนั้นคือสิ่งที่เราต้องจัดการ"

"เราพยายามจะคัมแบ็คกลับมา พยายามกดดันพวกเขา ตอนเรายิงจุดโทษได้คุณก็คาดหวังว่ารูปเกมจะแตกต่างออกไป ผมขอบอกว่าวันนี้เราทำหลายสิ่งที่แปลกๆนะ"

12

เดลี่ เมล แท็บลอยด์เมืองผู้ดี รายงานว่า ลิเวอร์พูล จดชื่อ ยานคูบ้า มินเตห์ ปีกตัวจี๊ดของไบรท์ตัน เป็นอีกหนึ่งออปชั่นในการแทนที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในซัมเมอร์นี้

"บังโม" ยืนยันชัดเจนว่าจะเก็บของออกจากแอนฟิลด์หลังจากจบซีซั่นนี้ ทำให้ "หงส์แดง" กำลังพยายามประเมินออปชั่นต่างๆ ในการหาปีกขวาคนใหม่มาแทน

รายงานอ้างว่า มินเตห์ มีชื่อเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ โดยคาดว่า "นกนางนวล" อยากได้ค่าตัวเป็นสองเท่าจากที่พวกเขาจ่าย 33 ล้านปอนด์ ซื้อมาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อปี 2024

อาร์เน่อ สล็อท เคยเป็นโค้ชของแข้งทีมชาติกานา ตอนคุมเฟเยนอร์ด และอาจมองหาทางดึงลูกทีมเก่ามาร่วมงานที่แอนฟิลด์

ยาน ดิโอม็องเด้ของแอร์เบ ไลป์ซิก, ฟรานซิสโก้ คอนไซเซา จากยูเวนตุส และบาซูมาน่า ตูเร่ ปีกของฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็เป็นบรรดานักเตะที่ตกเป็นข่าวกับทีมจากแอนฟิลด์ ในช่วงที่ผ่านมา

13

สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลียืนยัน ซิลวิโอ บัลดินี่ เฮดโค้ชทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปีจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่กุนซือชั่วคราวให้กับทีมชุดใหญ่

อิตาลี มีคิวอุ่นเครื่องกับ กรีซ และ ลักเซมเบิร์ก ในช่วงเดือนมิถุนายนและ บัลดินี่ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพสำหรับทั้งสองนัด

พวกเขาจำเป็นต้องมีกุนซือขัดตาทัพในเกมสองนัดถัดไปเนื่องจาก เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ลาออกจากการเป็นกุนซือทีมชาติและ กาบริเอเล่ กราวิน่า ก็ไขก๊อกจากตำแหน่งประธานสหพันธ์

สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีจะเลือกตั้งประธานคนใหม่ในวันที่ 22 มิถุนายน แล้วหลังจากนั้นพวกเขาค่อยตามหาเฮดโค้ชถาวรทีมชาติคนใหม่

อย่างไรก็ตามเกมอุ่นเครื่องจะลงสนามในช่วงต้นเดือนมิถุนายน บัลดินี่ เลยจำเป็นต้องขึ้นมารับหน้าที่คุมทีมชุดใหญ่แบบชั่วคราว

แล้วพอเสร็จสิ้นจากช่วงเวลาดังกล่าว อิตาลี จะกลับมาลงสนามอีกครั้งปลายเดือนกันยายน เพื่อทำศึกเนชั่นส์ลีกโดยพวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับ ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม และตุรกี

14

โอลลี่ วัตกินส์ เผยคำแนะนำจาก ไมเคิล โอเว่น หลังยอมรับว่าฤดูกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในเส้นทางอาชีพของเขา

หลังจากมีข่าวลือเรื่องอนาคตของเขาอย่างหนักในตลาดซื้อขาย 2 รอบที่ผ่านมา กองหน้าของแอสตัน วิลล่า ฟอร์มตกลงในฤดูกาลนี้ และหลุดจากทีมชาติอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ วัตกินส์ อาจกำลังกลับมาฟอร์มดีในช่วงเวลาสำคัญ เขายิงได้ 3 ประตูจาก 2 นัดหลังสุด และเตรียมลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกพบนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในวันอาทิตย์ด้วยความมั่นใจ โดยเขาเผยว่าการพูดคุยกับโอเว่นมีประโยชน์อย่างมาก

“ผมคุยกับไมเคิล โอเว่น ค่อนข้างบ่อย” เขากล่าว

“คนอย่างเขาที่เคยประสบความสำเร็จในระดับที่ผมยังไปไม่ถึง เข้าใจความคิดของผมและสามารถให้คำแนะนำได้”

“มันดีมากที่ผมอยู่ในจุดที่สามารถติดต่อคนแบบนี้ได้ ผมส่งข้อความหาเขาทางอินสตาแกรม แล้วเราก็คุยกัน เขาบอกว่าผมเล่นได้ดีที่สุดเวลาที่มีความดุดัน และสร้างความปั่นป่วนให้คู่แข่ง เขาอยากให้ผมนำสิ่งนั้นกลับมาใช้ให้มากที่สุด”

“ตลอดอาชีพของผม ฤดูกาลนี้ยากที่สุด” วัตกินส์ กล่าวกับ BBC

“ผมทำได้ดีมากจนมาถึงจุดนี้ และยกระดับตัวเองด้วยการยิงประตูในเวทียุโรป มันทำให้ความคาดหวังสูงขึ้น”

“ตอนที่ผมยิงให้ทีมชาติอังกฤษในยูโร คนก็จับตามองผมมากขึ้น ปีนี้ผมยังไม่อยู่ในระดับที่ต้องการ และการรับมือกับเรื่องนั้นมันยาก”

“ฟุตบอลเปลี่ยนแปลงได้เสมอ คุณอาจยิงแฮตทริกในเกมเดียว แล้วทุกคนก็บอกว่าคุณกลับมาแล้ว แต่ปีนี้มันยาก เพราะผมยังไม่ถึงระดับที่ต้องการ แม้ผมจะยังเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ ผมรู้ว่าผมสามารถกลับไปสู่ฟอร์มแบบฤดูกาลก่อนๆ ได้”

15

สื่อในแดนน้ำหอมรายงานว่า ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ เรอัล มาดริด พิจารณาสำหรับตำแหน่งกุนซือใหม่หลังจบฤดูกาล

เดส์ชองส์ พบกับความสำเร็จด้วยการพาทีมชาติ ฝรั่งเศส คว้าแชมป์โลกในปี 2018 รวมถึงเข้าชิงในปี 2022 ก่อนจะแพ้ให้กับ อาร์เจนติน่า ในการดวลจุดโทษ

อย่างไรก็ตามกุนซือวัย 57 ปีจะออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช ฝรั่งเศส หลังจบฟุตบอลโลกในช่วงกลางปีนี้ แล้วเขาก็ไม่มีแผนที่จะวางมือแถมเปิดกว้างที่จะกลับไปจับงานคุมทีมอีกครั้ง

นั่นอาจหมายถึงการได้ไปเป็นกุนซือใหม่ให้ มาดริด หลังจากมี อัลบาโร่ อาร์เบลัว คุมขัดตาทัพมาตั้งแต่ปลด ชาบี้ อลอนโซ่ ไปในเดือนมกราคม

ผลงานของ อาร์เบลัว ยังไม่เข้าตาหลังตอนนี้ตามหลัง บาร์เซโลน่า ในการลุ้นแชมป์ลาลีก้าและอาจโดน บาเยิร์น มิวนิค เขี่ยตกรอบในแชมเปี้ยนส์ลีก

RMC Sport รายงานว่า เดส์ชองส์ อยู่ในรายชื่อเป้าหมายที่ "ราชันชุดขาว" ร่างเอาไว้เพื่อตามหาคนมารับช่วงต่อจาก อาร์เบลัว หลังจบซีซั่น

เขากลายเป็นเป้าหมายของ มาดริด เนื่องจากทักษะในการบริหารนักเตะในทีม, สถิติการคว้าแชมป์ในรายการใหญ่ๆและยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแข้งน้ำหอมในทีมแบบ คิลิยัน เอ็มบาปเป้, ออเรลิยอง ชูอาเมนี่ และ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า

อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงแค่ มาดริด ทีมเดียวเท่านั้นที่สนใจ เดส์ชองส์ เพราะสโมสรอื่นในยุโรปก็ต้องการตัวเขารวมถึงทีมจากซาอุดิ อาระเบีย

เดส์ชองส์ เคยคุมสโมสรอย่าง โมนาโก, ยูเวนตุส และ โอลิมปิก มาร์กเซย แต่ก็ห่างหายจากการทำงานในระดับสโมสรมาตั้งแต่รับตำแหน่งกุนซือทีมชาติ ฝรั่งเศส ในปี 2012

หน้า: [1] 2 3 ... 830